ตอบกระทู้
  ข้อมูลผู้ตั้งกระทู้
  

   ชื่อ:Tasurahings
   คะแนน:0
  โพสวันที่ 13/11/2551
   แก้ไขโปรไฟล์

สงสัยเกี่ยวกับความจุกระสุนนะครับ



รายละเอียด :

ที่เห็นคือยุค แรกๆ ส่วนใหญ่ 5 นัด แล้วก็ 10 ต่อมาก็ 20 และก็ 30 ในปัจจุบัน

เหตุผลเพราะอะไรครับ เกี่ยวกับยุทธวิธีในแต่ละยุคด้วยรึเปล่าครับ



   ข้อมูลผู้ตอบ



   ชื่อ:charchar
   คะแนน:0
  โพสวันที่ 11/11/2551
   แก้ไขโปรไฟล์

หัวข้อ :สงสัยเกี่ยวกับความจุกระสุนนะครับ

เดาเอานะครับ (แบบมีเหตุผล) ประมาณว่า เริ่มแรกๆก็มีแค่นี้พอก่อน  หรือทำมาแค่นี้ก็พอ (+กับเพราะเทคนิคยุคแรกๆ) แต่พอทำไปรบไปก็มีความต้องการให้มากขึ้น เพราะมันได้เปรียบ+เทคนิคดีขึ้น ก็ทำมากขึ้นเรื่อยๆ เทคนิคของซองกระสุนที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ใส่มากแต่ก็ดันขึ้นได้ถึงเม็ดสุดท้าย


และสิ่งที่จะจำกัดจำนวนของกระสุนในซองในยุคนี้ก็คงเป็นเรื่องของขนาดแล้วละนะครับ



..



ผู้ดูแลระบบ : ให้คะแนน ลบคะแนน ลบ แก้ไข | ผู้ใช้งานทั่วไป : แจ้งลบคำตอบ แก้ไข   Top
   ข้อมูลผู้ตอบ

     

   ชื่อ:AAG_th1
   คะแนน:2
  โพสวันที่ 11/11/2551
   แก้ไขโปรไฟล์

หัวข้อ :สงสัยเกี่ยวกับความจุกระสุนนะครับ

จริงก็สงครามโลกครั้งที่๑นี้ก็มีการประดิษฐ์ปืนเล็กยาวหลายแบบที่ใช้ซองกระสุนบรรจุได้เกิน10นัดก็มีนะครับ ซึ่งบางแบบก็มีการนำเข้ามาทดสอบในไทยช่วง ร.๕ ด้วยครับ

หลังจากมีการผลิตปืนยาวแบบยิงซ้ำและบรรจุกระสุนได้มากกว่า1นัดได้ในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่๑๙เป็นต้นมา สงครามตามแบบในยุคนั้นมักจะเป็นการทำสงครามในสนามเพลาะซึ่งทหารราบจะยิงกันไกลๆราว 800-1,000เมตรครับ จะเห็นได้จากกระสุนปืนที่ใช้ในสมัยนั้นจะเป็นขนาด 7.62-7.92มม.(ใหญ่กว่านั้นก็มี) และศูนย์บนตัวปืนบางรุ่นก็ปรับการเล็งได้ถึง 2,000เมตรเลยครับ

แต่หลังจากดสงครามโลกครั้งที่๑ เป็นต้นมานั้นรูปแบบของสนามรบตามแบบก็เริ่มมีการพัฒนาไปโดยมีกำลังรบนั้นสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นด้วยกำลังยานยนตร์และรถถัง ซึ่งตัวอย่างการทำสงครามหลายสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่๒นั้น ทหารแต่ละฝ่ายจะเคลื่อนกำลังเข้าหากันและยิงกันในระยะที่ใกล้มาก ซึ่งทำให้ทหารราบต้องการอาวุธที่เบา บรรจุกระสุนได้มาก และยิงซ้ำได้เร็ว อย่างปืนกลมือแบบต่างๆก็ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย แต่อำนาจการทำลายของกระสุนปืนพกนั้นก็ไม่เป็นที่น่าพอในในยุคนั้นอยู่ดีครับ

ฉนั้นหลังจากที่มี Stg.44 เป็นต้นมา หลังสงครามโลกครั้งที่๒จบลงประเทศมหาอำนาจเกือบทุกประเทศก็หันมาพัฒนาปืนเล็กยาวจู่โจมซึ่งบรรจุกระสุนได้มากและปรับการยิงได้ซึ่งเหมาะกับการปะทะในสนามรบที่แต่ละฝ่ายมีการเคลื่อนที่เข้าหากันอย่างรวดเร็วในระยะใกล้ๆครับ 




ผู้ดูแลระบบ : ให้คะแนน ลบคะแนน ลบ แก้ไข | ผู้ใช้งานทั่วไป : แจ้งลบคำตอบ แก้ไข   Top
   ข้อมูลผู้ตอบ

     

   ชื่อ:Praetorians
   คะแนน:0
  โพสวันที่ 11/11/2551
   แก้ไขโปรไฟล์

หัวข้อ :สงสัยเกี่ยวกับความจุกระสุนนะครับ

เพราะสมัยก่อนใช้ปลอกกระดาษครับใส่กระสุนทีต้องบรรจงใส่เอาเรื่องเหมือนกัน แล้วยังมีปัญหาเรื่องการผลิตแบบที่คุณ charchar ว่า คือรังเพลิงปืนลูกเลื่อนสมัยนั้นยังไม่แนบสนิทเท่าที่ควร ยิงทีแก๊สชอบพุ่งใส่หน้าลดระยะยิงลงค่อนข้างมาก (ปืน Dreyfuss ของเยอรมันเป็นต้น) และอาจจุดระเบิดกระสุนที่ี่เหลือในซองได้อีก เว้นแต่จะเป็นแบบรีวอลเวอร์ที่ยังคงมีปัญหาเรื่องแก๊สรั่วอยู่





ผู้ดูแลระบบ : ให้คะแนน ลบคะแนน ลบ แก้ไข | ผู้ใช้งานทั่วไป : แจ้งลบคำตอบ แก้ไข   Top
   ข้อมูลผู้ตอบ



   ชื่อ:Oldtimer
   คะแนน:0
  โพสวันที่ 13/11/2551
   แก้ไขโปรไฟล์

หัวข้อ :สงสัยเกี่ยวกับความจุกระสุนนะครับ

การบรรจุลูกกระสุนหลายนัดคงเริ่มจากพวก Spenser, Sharp สมัยสงครางกลางเมือง จำไม่ได้แล้วว่ากี่นัด แต่คิดว่าเกินห้านัด กระสุนคล้ายกระสุนปืนพกสมัยนี้ใส่ในหลอดยาวๆแล้วสอดท้ายพานท้าย เป็นrepeating arms ยุคแรกๆ กระทรวงสงครามไม่อยากให้ทหารใช้ ปืนพวกนี้ เพราะเปลืองกระสุน ทหารต้องออกตังค์ซื้อปืนมาใช้กันเอง เท่าๆกะเงินเดือนที่ลุงแซมจ่ายสามเดือน

สมัยปลาย1800 นิยมใช้ปืนบรรจุทีละนัด จนMauserมาทำปืนที่มีระบบการทำงานที่เชื่อถือได้และมีแมคกะซีนในตัวปืนบรรจุได้ห้านัด ที่ปืนสมัยนั้นบรรจะกระสุนได้ห้านัดเพราะไม่นิยมทำแมคกะซีนให้ยื่นออกมาจากรางไม้ ก็จะเหลือที่ให้บรรจุลูกปืนได้แค่นั้น มีLee Enfieldหรือปืนพระรามหก ที่ีทำแมคกะซีนไม่เหมือนชาวบ้านเลยบรรจุลูกได้มากหน่อย
ปืนยาวประจำตัวทหารมักไม่ทำให้บรรจุกระสุนมากเพราะคิดว่าไม่จำเป็นเนื่องจากเทคโนโลยีของปืนสมัยนั้นเป็นปืนลูกเลื่อน ยิงได้ไม่เร็วมากนัก ทั้งยิงเร็วก็ไม่ได้เนื่องจากแรงถีบของกระสุน ในการรบประชิดก็เน้นการใช้ดาบปลายปืน กระบี่และปืนพก พวกAssault Rifle ต้องลดแรงของกระสุนลงเพื่อให้พอจะยิงautoได้



ผู้ดูแลระบบ : ให้คะแนน ลบคะแนน ลบ แก้ไข | ผู้ใช้งานทั่วไป : แจ้งลบคำตอบ แก้ไข   Top





ตอบกระทู้